You are currently browsing the อำเภอเมือง category.
มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,168 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นทีของ 4 จังหวัด คือ นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี และสระบุรีมีภูมิประเทศสวยงาม ประกอบด้วยป่าดิบ ป่าโปร่ง ธารน้ำ น้ำตกสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ป่านานาชนิดยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาใหญ่คือ ยอดเขาแหลม มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,292 เมตรถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2505นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย
และถูกประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 ดูข้อมูล
การเดินทางไปเขาใหญ่นับว่าสะดวกมากมีถนนลาดยางอย่างดีแยกจากทางหลวงหมายเลข 33 ที่สี่แยกเนินหอม ระยะทาง41 กิโลเมตร ไปยังศูนย์กลางของเขาใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งขอที่ทำการอุทยานแห่งชาติ และไปบรรจบกับถนนมิตรภาพบริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา รวมระยะทางจากสี่แยกเนินหอมถึงถนนมิตรภาพประมาณ 81 กิโลเมตรสถานที่ท่องเที่ยวบนเขาใหญ ่เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ ได้แก่จุดชมวิว กม.ที่ 30 ถนนธนะรัชต์ ( จากปากช่อง ) จุดชมวิวเขาเขียว ( ผาตรอมใจ ) และจุดชมวิว กม.ที่ 9 บนทางขึ้นเขาเขียว
น้ำตกที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวชมเพราะทางเข้าสะดวก ได้แก่
น้ำตกเหวนรก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในเขตอำเภอปากพลีจากตัวเมืองเดินทางไปทางทิศตะวันออกตามถนนสุวรรณศรถึง
สี่แยกเนินหอมหรือวงเวียนนเรศวร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3077 ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาใหญ่ไปจนถึงกม.ที่ 24 มีทางเดินเท้าไปน้ำตกเหวนรก อีก 2 กม.
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาณ 60 เมตรเมื่อน้ำไหลผ่านน้ำตกชั้นนี้จะพุ่งไหลลงสู่หน้าผา ชั้นที่สองและสามในลักษณะการไหลตก 90 องศา รวมความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เมตรในฤดูฝนน้ำไหลแรงมาก
น้ำตกกองแก้ว เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากห้วยลำตะคองอยู่ห่างจากที่ทำการ อุทยาน ฯ ประมาณ 100 เมตร ใกล้น้ำตกมีสะพานแขวนข้ามลำห้วยลำตะคอง ซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตจังหวัดนครนายกและจังหวัดนครราชสีมา
น้ำตกเหวสุวัต อยู่ที่จุดสิ้นสุดของถนนธนะรัชต์ เกิดจากห้วยลำตะคอง ไหลตกจากหน้าผาสูงประมาณ 25 เมตรในฤดูฝนจะมีน้ำมากและไหลเชี่ยว ในฤดูแล้งปริมาณน้ำน้อยสามารถเดินไปยังหน้าผาของน้ำตกนี้ได้
น้ำตกเหวไทร เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยลำตะคองถัดไปจากน้ำตกเหวสุวัตต้องเดินเท้าจากน้ำตกเหวสุวัตไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 30 นาที น้ำตกไหลลงมาจากหน้าผากว้างสูงประมาณ 5 เมตร ในฤดูฝนน้ำไหลลงจากหน้าผาสวยงามมาก
น้ำตกผากล้วยไม้ อยู่ระหว่างทางไปน้ำตกเหวสุวัต โดยเดินเท้าจากถนนธนะรัชต์ไปอีก 1 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางอยู่ในลำห้วยลำตะคอง
เช่นเดียวกัน ที่หน้าผาของน้ำตกมีกล้วยไม้หวายแดงขึ้นอยู่อันเป็นสัญลักษณ์ของน้ำตกแห่งนี้ ดอกหวายแดงจะบานในฤดูร้อนประมาณเดือนเมษายน
นอกจากนี้ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่งซึ่งต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลได้แก่ น้ำตกห้วยโกรกเด้ น้ำตกเหวประทุน น้ำตกผากระจายน้ำตกตาดตาภู่ น้ำตกวังเหว น้ำตกแม่ปล้อง น้ำตกผาชมพู น้ำตกผาตาด น้ำตกมะนาว และน้ำตกตาดตาคง
อุทยานวังตะไคร้ เป็นอุทยานที่ได้รับการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ประดับนานาพันธุ์ ในเนื้อที่ 1,500 ไร่มีถนนให้รถยนต์วิ่งเข้าชมในบริเวณได้ เปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไปทั้งประเภทเช้าไปเย็นกลับ และประเภทค้างแรม
วังตะไคร้หรือจุมภฏ – พันธุ์ทิพย์อุทยาน เป็นแหล่งที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 120 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวจังหวัดนครนายกประมาณ 16 กิโลเมตร มวลพฤกษชาติ พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับภายในอุทยานแห่งนี้จะออกดอกสะพรั่งตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน
ทำให้เกิดทัศนียภาพงดงามทุกฤดูกาลโดยเฉพาะในฤดูฝน นอกจากนั้น ยังมีพันธุ์ไม้ นานาชนิด อุทยานวังตะไคร้จึงเป็นดินแดนที่มีเสน่ห์แห่งความงามตามธรรมชาติ พื้นดินเป็นที่ลาดเนิน สูง ต่ำ ตามธรรมชาติตัดกับท้องฟ้าสวยงามมาก
นับจากปี พ.ศ. 2495 ที่พลตรีพระจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรคศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ทั้งสองท่านสนใจในธรรมชาติได้เสด็จมาท่องเที่ยวได้ซื้อที่ดินและได้ปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ไว้หลังหนึ่งใกล้ ๆ น้ำตกสาริกา ปัจจุบันได้ยกให้เป็นสมบัติของสถานีอนามัยต่อมาได้พยายามแสวงหาสถานที่เพื่อสร้างตำหนักและอุทยานในชนบทสำหรับพักผ่อนพระอิริยาบถ ในที่สุดได้พบสถานที่ถูกใจ จึงได้ซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชาวบ้าน ที่ครอบครองอยู่บริเวณที่เรียกกันว่า วังตะไคร้ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมที่ชาวบ้านเรียกกัน มานาน แล้วเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศตอนหนึ่งมีลำธารน้ำไหลมาสงบนิ่งอยู่เป็น วังน้ำกว้าง
บริเวณนี้มีความงดงามตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของลำธาร 2 ลำธารลำธารหนึ่งชื่อคลองมะเดื่อจากน้ำตกเหวกระถินกับอีกลำธารหนึ่งชื่อคลองตะเคียน จากน้ำตกแม่ปล้อง ลำธารทั้ง 2 นี้ไหลมาบรรจบกันเป็นธารเดียว มีแอ่งน้ำขัง เป็นวังน้ำอยู่เป็นตอน ๆ ไหลลงสู่แม่น้ำนครนายกและมีต้นตะไคร้น้ำตะไคร้หางนาค นับเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ชอบขึ้นอยู่ตามห้วยลำธารทั่วไป เป็นต้นไม้ที่เหนียวมากมีก้านสีดำและมีดอกสีชมพูน่ารักมาก บริเวณวังตะไคร้นี้เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ต่อมาได้ซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้อื่นขยายตัวเป็นสวนพฤกษชาติ มีเนื้อที่ประมาณ1,000 ไร่เนื่องจากวังตะไคร้นี้เป็นด้านที่รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม จึงทำให้มีฝนตกชุกหุบเขาบริเวณนี้จึงมีพรรณไม้ใหญ่น้อยมากมาย ลำธารน้ำจะมีน้ำเต็มฝั่งไหลเชี่ยวจัด จึงเป็นที่เล่นกีฬาล่องแก่งด้วยแพยาง หรือชูชีพกันอย่างสนุกสนาน
พ.ศ.2497 ได้มีการถางป่าปรับพื้นที่บางส่วนพร้อมกับสร้างตำหนักเป็นที่ประทับพักผ่อนส่วนพระองค์และญาติมิตร มีผู้มาชมสถานที่นี้บ้างเป็นครั้งคราว ท่านเจ้าของสถานที่ได้รวบรวมพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศฝากซื้อพันธุ์บ้างจากการสั่งซื้อบ้าง แลกเปลี่ยนกับนักเล่นต้นไม้ด้วยกันบ้าง และขยายพันธุ์ที่นี่ ด้วยเจตนาจะให้เป็นสวนพฤกชาติอันแท้จริงและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน การขยายบริเวณวังตะไคร้ทำกันอย่างยากลำบาก กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นขณะนี้ต้อง เพิ่มคนงานสั่งรถแทรกเตอร์ไว้ใช้งาน ทำเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมยามฝนตกหนักต้องขุดต้นไม้บางชนิดที่ไม่จำเป็นออกไปปราบต้นอ้อ และหญ้าคา ปลูกหญ้านวลน้อยให้เป็นสนามหญ้าอันเขียวสด ประดับด้วยไม้ดอก ไม้ใบนานาชนิดปลูกเป็นหมู่บ้างเดี่ยวบ้าง เป็นไม้ยืนต้นพุ่มใหญ่ พุ่มกลาง พุ่มเตี้ยมีไม้ล้มลุกทั้งไทยและเทศโดยรักษาสภาพธรรมชาติเดิมไว้อย่างสวยงาม มีขุนเขาสูงตระหง่านอยู่เป็นแนวเบื้องหลังนับเป็นอุทยานที่ตั้งใจสร้างขึ้นจากความฝันของคุณท่านซึ่งมีมากว่า 40 ปี ให้เป็นความจริงขึ้นมา หลังจาก พ.ศ. 2502 อันเป็นปีที่เสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ คุณท่านได้ปรับปรุงสถานที่นี้ให้งดงามยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่ พระองค์ท่าน คุณท่านได้เพิ่มความพยายามทั้งกำลังใจ กำลังทรัพย์ และเวลา ขยายงานที่อุทยานแห่งนี้ตลอดมาเพื่อให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอันถาวร สร้างความสดชื่น สนุกสนานรื่นเริงสร้างเป็นสวนพฤกษชาติพร้อมทั้งให้ความรู้ทางพฤกษศาสตร์เนื่องจากมี พรรณไม้ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศนำมารวบรวมไว้ เพื่อให้เป็นที่ศึกษาหาความรู้ด้านนี้
นอกจากนี้คุณท่านยังได้จ้างผู้เชียวชาญจากกรุงเทพมหานครเข้าไปร่วมงานการจัด สถานที่ให้เป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริงอีกด้วย พ.ศ. 2504 จึงเปิดให้ประชาชนเข้าชม อุทยานวังตะไคร้ นับเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ที่มี ไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม
ปัจจุบันอุทยานวังตะไคร้ หรือจุมภฏ – พันธุ์ทิพย์อุทยาน หรือสวนพฤกษชาติวังตะไคร้เแห่งนี้ เป็นสมบัติของมูลนิธิจุมภฏ – พันธุ์ทิพย์ บริหารโดยคณะกรรมการ บริหารของมูลนิธิฯเพื่อให้เป็นไปตามตราสารของมูลนิธิฯในอันที่จะให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และเป็นที่ศึกษาหาความรู้ทางพฤกษศาสตร์ที่มีความสวยงามมีไม้ประดับ สวนผลไม้ สวนดอกไม้สวนปาล์ม สวนต้นไม้ในวรรณคดี สวนไม้ผลป่า สวนป่า และสวนสมุนไพร ทั้งในประเทศและต่างประเทศเกือบทั่วโลกนับร้อยชนิด นับเป็นที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทยไปอีกนาน แสนนาน
ตั้งอยู่ที่ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก ห่างจากตัวเมืองประมาณ 14 กิโลเมตรบริเวณโรงเรียนอยู่ติดกับเขาชะโงกเป็น สถานที่ให้การศึกษาแก่ผู้ที่จะรับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรของกองทัพไทย มีพื้นที่ประมาณ 19,290 ไร่ นอกจาก ส่วนที่เป็นอาคารเรียนและกรมนักเรียนนายร้อยรักษา พระองค์แล้ว ยังได้ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวและการกีฬาในรูปแบบต่างๆได้แก่ การฝึกหัดพายเรือแคนู ขี่จักรยานท่องเที่ยว เดินป่าไต่หน้าผาจริง / จำลอง โครงการกิจกรรมวอร์คแรลลี่และจักรยานแรลลี่ นอกจากนี้ยังมีศูนย์กีฬาประเภทต่าง ๆเช่น สนามกอล์ฟ สนามยิงปืน สนุกเกอร์ คาราโอเกะสถานที่พัก ห้องประชุม / สัมมนา ห้องอาหารและค่ายเยาวชน สอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการท่องเที่ยว
ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน ตั้งอยู่บนชะง่อนหินเขาชะโงก ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายกเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมาก
ตามประวัติท่านเป็นนายด่านเมืองนครนายกสมัยกรุงศรีอยุธยา วีรกรรมของท่านคือการต่อต้านเขมรที่แปรพักตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2130 ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะที่ไทยติดพันศึกกับพม่าเขมร ได้เข้ามารุกรานและกวาดต้อนผู้คนแถบปราจีนบุรีเพื่อนำกลับเขมรโดยได้ยึดเมืองปราจีนบุรีและเมืองนครนายก ขุนด่านได้รวบรวมคนที่เมืองนครนายกไปตั้งหลักที่เขาชะโงกแล้วยกกำลังเข้าขับไล่เขมรออกจากนครนายก จนเขมรแตกพ่ายไป
ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อขุนด่านยังมีเรื่องเล่าอีกว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2ญี่ปุ่นนำกำลังพลไปตั้งหลักที่เขาชะโงกและได้รื้อศาลเจ้าพ่อขุนด่านเจ้าพ่อขุนด่านได้ทรงแสดงอภินิหารทำให้ทหารญี่ปุ่นล้มตายเป็นจำนวนมาก
อาคารพิพิธภัณฑ์ รร . จปร . 100 ปี เป็นสถานที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกองทัพไทยมีการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เคยใช้ทำสงครามในอดีต เครื่องแบบนายทหารของกองทัพรวมทั้งมีห้องชมสไลด์มัลติวิชั่น บรรยายเรื่องราวและประวัติความเป็นมาและยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้ง รัชกาลที่ 5 อีกด้วย
แหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร หรือเมืองดงละคร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478ตั้งอยู่ที่ตำบลดงละครห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร แต่เดิมเรียกกันว่า “ เมืองลับแล ”เป็นสถานที่ตั้งเมืองโบราณสมัยขอมมีอำนาจ มีแนวกำแพงเป็นเนินดินและคูเมืองปรากฏอยู่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ สันคูเมือง ” มีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งเป็นแบบเมืองทวารวดีทางภาคกลางของไทย
ความรุ่งเรืองที่เด่นชัดแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเริ่มในราว พุทธศตวรรษที่14-16เป็นวัฒนธรรมแบบทวารวดี ช่วงที่สองราวพุทธศตวรรษ ที่ 17-19
เป็นวัฒนธรรมเขมรและวัฒนธรรมก่อนกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าน่าจะมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับเมืองศรีมโหสถ ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ55 กิโลเมตร โบราณวัตถุที่ค้นพบ เช่น เศียรพระพุทธรูปกะไหล่ทองขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ตราประทับหัวแหวนรูปปู ช้าง แหวนสำริด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน ตุ้มหูสำริด
ตำนานเมืองลับแลนั้นยังเล่ากันว่า เมืองนี้เคยเป็นเมืองของราชินีขอม ซึ่งเป็นที่รโหฐาน ผู้อื่นไม่สามารถเข้าออกได้ ประกอบกับลักษณะของบริเวณเมือง มีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไป ใครเข้าไปแล้วอาจหาทางออกไม่ได้ จะต้องวนเวียนอยู่ในดงนั้นเองและในวันโกนวันพระจะได้้ยินเสียงกระจับปี่ ซอ ปี่พาทย์ มโหรีขับกล่อม คล้าย ๆ กับมีการเล่นละครในวัง ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “ดงละคร ” หรืออีกนัยหนึ่ง คำว่า “ ดงละคร ” นั้นอาจเพี้ยนมาจาก “ ดงนคร ”
ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ก่อตั้งบนที่ดินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมูลนิธิชัยพัฒนาและสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจตจำนงที่จะถวาย ความจงรักภักดีประกอบกิจกรรมสนองพระราชดำริ โดยมูลนิธิชัยพัฒนาขอพระบรมราชานุญาต ขอใช้ที่ดิน 14 – 2 – 18 ไร่ ตั้งอยู่หลังเขื่อนขุนด่านปราการชล บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก
สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปภัมภ์สนับสนุนงบประมาณ เพื่อทำการพัฒนาให้เกิดประโยช์แก่ประชาชนทั่วไป โดยจัดทำโครงการศูนย์นิทรรศการ การบริหารทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแสดงแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาตนเองตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โครงการศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2545 โดยเริ่มก่อสร้าง ดำเนินการก่อตั้งศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติมาตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2545 จัดสรรพื้นที่กว่า 14 ไร่ ให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด สู่การเป็น “ อาศรมปัญญา ”
เขื่อนขุนด่านปราการชล
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2549 ครบรอบ 5 ปี วางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่านและวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทาน ชื่อเขื่อนคลองท่าด่าน “ เขื่อนขุนด่านปราการชล ” กับมีพระกระแสให้ติดป้ายโลหะจารึกประวัติของขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน ณ บริเวณเขื่อน เพื่อเชิดชูเกียรติคุณ ให้ปรากฏนับเป็น พระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่กรมชลประทาน และชาวจังหวัดนครนายก ขอพระองค์ทรงมีพระชนม์พรรษายิ่งยืนนาน ป็นมิ่งขวัญของปวงประชาตลอดกาล
เขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นชื่อพระราชทานที่ได้นำตำนานเจ้าพ่อขุนด่านในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าบุกไทย ชาวเขมรลักเสบียง รังแกคนไทย หัวหน้าที่ชาวบ้านเรียกว่าขุนด่าน จะใช้ม้าเร็วรับส่งข่าวรายงานไปยังกรุงศรีอยุธยา
ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพจากพม่าพระยาละแวกตีตลบ หลังไทยกวาดต้อนขนทรัพย์สินมีค่าไปเมืองเขมร ขุนหาญพิทักษ์ไพรวันหรือขุนด่านทราบข่าวกองทัพเขมรจะตีนครนายก ได้รวบรวมคนไทยซุ่มรอคอยโจมตี ทัพพระยาละแวกอย่างห้าวหาญ จนทัพเขมรแตกพ่ายไปต่อมาเมื่อขุนด่านถึงแก่อนิจกรรม ชาวบ้านได้ร่วมใจสร้างศาลาประดิษฐานอัฐิไว้ ณ บริเวณเขาชะโงก ตำบลพรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก ปัจจุบันเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ
เกียรติคุณขุนด่านที่เล่าขานกันตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจะจารึกไว้ในความทรงจำ ชั่วลูกหลานให้ระลึกถึงคุณงามความดีของท่านตราบนานเท่านานไว้ที่เขื่อนขุน ด่านปราการชล เสมือนเป็นกำแพงคอนกรีต ปรากฏการมหึมา ความยาว 2549 เมตร สูง 93 เมตร ขวางกั้นลำคลองท่าด่านที่มีน้ำไหลเข้ามา เก็บกักได้ถึง 224 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการชลประทานให้กับการเกษตรกรรมใน พื้นที่ 185 ,000 ไร่ และการท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคต เศรษฐกิจของจังหวัดนครนายกจะรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้า สร้างรายได้แก่ชุมชน มีชื่อเสียงแพร่กระจายเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศ
ความเป็นมาของโครงการ
ลุ่มแม่น้ำนครนายกเห็นลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่รับน้ำประมาณ 2 , 430 ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ตั้งอำเภอเมือง อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลี ไปจนถึงอำเภอองครักษ์ ลุ่มน้ำนครนายกตอนบนมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จากบริเวณต้น น้ำจนถึงอ่างเก็บน้ำคลองท่าด่าน มีลักษณะเป็นหุบเขาแคบ ๆ และพื้นที่สูงชัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ตอนกลางได้แก่ พื้นที่ส่วนขยายของโครงการชลประทานท่าด่าน เป็นที่ราบมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นในบริเวณนี้ ระดับน้ำใต้ดินมีการลดระดับหรือพื้นที่ลาดเทค่อนข้างมากทำให้น้ำไหลบ่า รุนแรงในช่วงฤดูฝนและตอนล่างได้แก่บริเวณพื้นที่ชลประทานนครนายก เป็นพื้นที่ราบกว้างขวางมีระดับน้ำใต้ดินต่ำจึงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดู แล้งส่วนในฤดูฝนกลับเกิดปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบที่ มีความลาดเอียงน้อยทำให้น้ำระบายอกยากน้ำจึงท่วมขังเป็นเวลานาน
ลุ่มน้ำนครนายกได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคมทำให้เกิดฝนชุกโดยเฉลี่ประมาร 1 , 500 ถึง 2 ,000 มม. ต่อปีหรือร้อยละ 87 และระหว่างเดือนมิถุนายนถึง เดือนตุลาคม ยังเป็นช่วงที่มีน้ำท่าสูงสุดถึงร้อยละ 93 ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยทั้งปี น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ไร่นา และพื้นที่ทำการเกษตรโดยรอบ บางแห่งน้ำท่วมแช่อยู่นานจนไร่นาและพื้นที่ทำการเกษตรเสียหาย อ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำ ส่วนกินนี้ไว้ในฤดูแล้งได้ ดังนั้นช่วงปลายปีเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคมอันเป็นช่วงฤดูแล้ง จึงมักเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง แม้ว่าบริเวณลุ่มแม่น้ำจะมีระบบชลประทานขนาดเล็กและขนาดกลางโดยมีฝาย เช่น ฝายท่าด่าน หรือเขื่อนทดน้ำตามลำน้ำเป็นระยะๆ เพื่อใช้ตัวลำน้ำเอง เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน และยังใช้อ่างเก็บน้ำตามลำน้าสาขาทางต้นน้ำนครนายก ช่วยเก็บกักด้วยก็ยังพอที่จะช่วยป้องกันน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และไม่เพียงพอที่จะเก็บกักน้ำไว้ใช้ ในฤดูแล้ง โดยเฉพาะบางทีที่ฝนทิ้งช่วง ลำน้ำนครนายกเองก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้เพื่อ ชลประทานได้ ตรงกันข้ามเมื่อถึงช่วงฤดูฝน น้ำกลับไหลบ่าลงมาท่วมบ้านเรือน ไร่นา และพื้นที่การเกษตร ของราษฎรทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมราก พื้นที่บางส่วนจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน แต่พอถึงฤดูแล้ง น้ำกลับแห้งผากจากสภาวะน้ำท่วมแช่อยู่เป็นเวลานานสลับกับความแล้งซ้ำซากทำ ให้ดินกลายสภาพ เป็นกรดที่เรียกว่าว่า ดินเปรี้ยว ในแต่ละปีดินเปรี้ยวสร้างความสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับ ผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดนครนายกด้วยเหตุผลดังกล่าว โครงการเขื่อนคลองท่าด่านฯ จึงเกิดขึ้นโดยมีความ มุ่งมั่นที่จะขจัดปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง และดินเปรี้ยว ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ และระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บกักน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบ ให้พอเพียงกับความต้องการของกิจกรรมทุกประเภทภายในลุ่มน้ำนครนายกและพื้นที่ ใกล้เคียง ดังนั้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนคลองที่ด่านฯ และได้ดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยจะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2544 พระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่านฯ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่พสกนิกรชาวจังหวัด นครนายก
โครงการก่อสร้าง 5 ( โครงการท่าด่าน ) สำนักโครงการขนาดใหญ่
เขื่อนคลองท่าด่านฯ เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ จุดประสงค์หลัก คือ สร้างเพื่อเก็บกักน้ำในช่วงหน้าฝนไว้ในหน้าแล้ง และควบคุมไม่ให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎร ไร่นาและพื้นที่การเกษตรในหน้าฝน โดยสร้างครอบฝายท่าด่าน
ที่ตั้งโครงการ บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
ลักษณะโครงการ
เขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่น (Rcc Dam: Roller-Concrete Dam) ประกอบด้วย
เขื่อนหลัก RCC-B และ เขื่อนรอง RCC-S
ความสูงเขื่อน ( สูงสุด ) 93 เมตร
ความยาวเขื่อนรวม 2 , 720 เมตร
ความกว้างสันเขื่อน ( กว้างที่สุด ) 8 เมตร
ระดับสันเขื่อน +112 เมตร (รทก.)
ปริมาตรตัวเขื่อนทั้งหมด 5.47 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนดินปิดช่องเขาต่ำ (Saddle Dam) เป็นเขื่อนดินบดอัด
ความสูง 46 เมตร
ความยาว 350 เมตร
ปริมาตรเขื่อน 1.22 ล้านลูกบาศก์เมตร
อ่างเก็บน้ำ (Reservoir)
ระดับน้ำที่เก็บกักปกติ +110 เมตร ( รทก. )
ปริมาณน้ำเก็บกัก 224 ล้านลูกบาศก์เมตร
อาคารประกอบ
อาคารผันน้ำ (Diversion Sluice)
อาคารระบายน้ำล้น (Spillway)
อาคารระบายน้ำฉุกเฉิน (Bottom Outlet)
อาคารระบายลำน้ำเดิม (River Outlet)
อาคารระบายน้ำคลองชลประทาน (Irrigation Outlet)
การบริหารจัดการ น้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งเมื่อเขื่อนเสร็จ
เขื่อนคลองท่าด่านฯ สามารถจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ได้ทั้งหมด 206 , 359 ไร่ โดยเป็นพื้นที่
ชลประทานสุทธิทั้งหมดจำนวน 6 , 000 ไร่ ประกอบด้วย
- โครงการท่าด่านเดิม 6 , 000 ไร่ ส่งน้ำให้ราษฎรโดยก่อสร้างคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตยาว 21.91 กม. ช่วยให้น้ำไม่สูญเสียระหว่างทาง ซึ่งเป็นโครงการเก่าตามพระราชดำริถูกใช้งานมานานแล้วและเคยให้น้ำแก่เกษตรกร ได้ประมาณหมื่นไร่
นอกจากปัญหาหลักๆ ที่จะได้รับการแก้ไขจากการสร้างเขื่อนคลองท่าด่านฯ แล้ว ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือประโยชน์ทางอ้อมซึ่งล้วนแต่จะเป็นผลดีอย่างใหญ่หลวง แก่ชาวนครนายก เช่นทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมบริเวณตัวเขื่อนและรอบอ่างเก็บน้ำจะได้รับการ พัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าในเชิงสันทนาการและการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ อีกทั้งพื้นที่อ่างเก็บน้ำยังกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด รวมถึงเป็นแหล่งชุมชนของนกนานาพันธุ์ซึ่งนอกจากจะสร้างความสมบูรณ์ทางระบบ นิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพแล้วยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างมหาศาลสมดังพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงหมายให้ น้ำทิพย์นี้นำความสุขสมบูรณ์มาสู่ราษฎรของพระองค์อย่างยั่งยืนตลอดไป
เขื่อนคลองท่าด่านฯ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
• แหล่งน้ำและระบบชลประทานขนาดใหญ่ท่าสามารถเก็บกักน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบ
สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรรวมทั้งแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของจังหวัด
• บรรเทาอุทกภัยแก่พื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำนครนายก
• เกษตรกรได้รับประโยชน์จากโครงการประมาณ 5 , 400 ครัวเรือน
• ใช้น้ำชลประทานชะล้างดินเปรี้ยวจนเหมาะสมแก่การใช้เพาะปลูก
• เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและแหล่งประมงน้ำจืด
• เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่
• เศรษฐกิจของจังหวัดนครนายกขยายตัว ราษฎรมีรายได้มากขึ้น
เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายก
และจังหวัดใกล้เคียง
ตัวเขื่อน ประกอบด้วยเขื่อนหลักและเขื่อนรองสร้างด้วยคอนกรีตบดอัด ปัจจุบันเป็น เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาว
ที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,593 เมตร ความสูง ( สูงสุด ) 93 เมตร รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำมีความจุ 224 ล้าน ลบม.
ประโยชน์ มีน้ำในการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค แก้ปัญหาดินเปรี้ยว เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และบรรเทาอุทกภัย
เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนครนายก นักท่องเที่ยวสามารถชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้จากบริเวณสันเขื่อน
จะเห็นทิวทัศน์ด้านหน้าเขื่อน และชมทิวทัศน์เมืองนครนายกด้านหลังเขื่อน
คุณค่า เขื่อนขุนด่าน ฯ สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็นสิ่งก่อสร้างหนึ่งที่แสดงถึง
พระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อพสกนิกรชาวนครนายกและชาวไทย
โครงการแก่งเทียมเพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นสนามสลาลอมนานาชาติ
เป็นแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ สร้างกิจกรรมท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบกา ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดนครนายก เพิ่มขึ้น
การเดินทาง รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ ( ทางหลวงหมายเลข 305 หรือ 33) – นครนายก – (น้ำตกนางรองใช้ถนนหมายเลข 3049) – ผ่านอุทยานวังตะไคร้ – เลี้ยวขวาเข้าถนนสู่ตัวเขื่อน
รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพ ฯ – นครนายก มีบริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (ถนนกำแพงเพชร 2) ทุกวัน

อุทยานพระพิฆเณศ เลขที่ 24/4 หมู่ที่ 11 ถ.นครนายก-น้ำตกสาริกา (สี่แยกประชาเกษม) ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก จากตัวเมืองนครนายกไปทางถนนสาริกา-นางรอง ถึงสี่แยกประชาเกาม เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกลานรัก ถึงสี่แยกประชาเกษม เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกลานรัก ประมาณ 200 เมตร อุทยานพระพิฆเณศตั้งอยู่ซ้ายมือ
พระเดชพระคุณพระราชพิพัฒน์โกศล เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครพร้อมด้วยคณะศิษย์ที่มีความเคารพนับถือในองค์พระพิฆเณศ (เทพเจ้าแห่งปัญญาและความสำเร็จ )ได้ดำเนินการจัดสร้างอุทยานพระพิฆเณศ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมองค์พระพิฆเณศจำนวน 108 ปาง ที่ครบสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย
พระ พิฆเณศ เป็นมหาเทพฮินดูที่มีผู้เคารพนับถือมาก ท่านผู้นี้เป็นโอรสของพระศิวะ (พระอิศวร) และพระแม่อุมาเทวี ท่านมีเศียรเป็นช้างมีงาข้างเดียว หูยานมี 4 มือ ถือบ่วง ขอช้างวัชระ และศูล บางคราวก็ถือ จักร สังข์ คฑา และดอกบัว พระพิฆเณศ เป็นเจ้าแห่งปัญญาได้แต่งคัมภีร์อันเป็นคำสอนของพระศิวะผู้เป็นบิดาได้จำนวน มาก ซึ่งเรียกว่าไศวศาสตร์ แปลว่าตำราพระศิวะซึ่งคนไทยเรียกตำรานี้ว่าไสยศาสตร์พระพิหเณศผิดกับเทพองค์อื่น ๆ ตรงที่ท่านเป็นพระผู้เป็นเจ้าอารมณ์ดีมีเศียรเป็นช้างร่างกายเหมือนทารกอ้วนที่น่ารักมีหนูเป็นพาหนะชอบร้องทำเพลง
ประวัติการกำเนิดของพระพิฆเณศ มีหลายตำนานแต่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มาจากหนังสือท่องแดนสวรรค์ เรียบเรียงโดย อาจารย์อังคาร ปัญญาศิลป์ ได้เขียนไว้ว่า “ด้วยพระนางอุมาได้สร้างเทพบุตร(ต่อมาคือพระพิฆเณศ) จากคราบไคลของพระนาง เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็มีบัญชาให้บุตรนั้นเฝ้าพระทวารไว้ไม่ให้ผู้ชายใดเข้ามาในห้อง เมื่อพระอิศวรเสด็จกลับมาจากบำเพ็ญพรต ณ หิมาลัย ก็พบเด็กซึ่งพระอุมาสร้างขึ้น เด็กน้นห้ามไม่ให้เข้าไปหาจึงเกิดการสู้รบจนเศียรขาดสิ้นชีวิตไป (บางตำนานเล่าว่าสู้รบกับยักษ์ปรสุ) ในที่สุดก็ได้เศียรช้าง มาต่อให้ฟื้น ชีพแล้ว พระอิศวรก็รับพระพิฆเณศ ที่มีหัวช้างเป็นบุตรของพระองค์พระพิฆเณศ เป็นเทพผู้ประสานโชคลาภและขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ท่านเป็นที่นับถือของทุกวรรณะไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ คนยากจน คนมีบุญ คนบาป คนต่ำต้อย จนวรรณะสูง และเป็นที่เคารพนับถือ ของปราชญ์อีกด้วย เราสามารถกราบไหว้บูชาพระพิฆเณศได้ด้วยตนเอง โดยถวายดอกไม้ ผลไม้ กล้วย อ้อย และขนมหวานทุกชนิด รวมทั้งนมด้วย
อำเภอเมือง
อุทยานพระพิฆเณศ พระพิฆเณศปางประทานพร ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เลขที่ 24/4 หมู่ที่ 11 ถ.นครนายก-น้ำตกสาริกา (สี่แยกประชาเกษม)
ต.สาริกา อ.เมือง จากตัวเมืองนครนายกไปทางถนนสาริกา-นางรอง ถึงสี่แยกประชาเกษม เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกลานรัก ประมาณ 200 เมตร อุทยาน พระพิฆเณศตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ ภายในบริเวณอุทยาน สักการะองค์พระพิฆเณศ และอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมองค์พระพิฆเณศจำนวน 108 ปาง ที่สมบูรณ์อีกแห่งของเมืองไทย
เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายกและจังหวัดใกล้เคียง
ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ
เป็นศูนย์ที่จัดแสดงแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนา ตลอดระยะเวลา 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมูลนิธิชัยพัฒนา
ศาลหลักเมือง
ศาลหลักมืองเดิมเป็นเสาหลักยาวประมาณ 1 เมตรเศษปลายเสา แกะสลักเป็นรูปดอกบัวตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมืองเก่าต่อมาประมาณ พ.ศ. 2453ทางราชการเห็นว่าศาลหลักเมือง เดิมชำรุดมากจึง ได้ย้ายหลักเมืองไปประดิษฐานที่ตึกแดงในโรงเรียนสตรีประจำ จังหวัด คือ โรงเรียนศรีนครนายก ภายหลังได้ย้ายมาสร้างใหม่ ริมแม่น้ำนครนายก ภายในสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 โดยสร้างเป็นศาลาจตุรมุข เพื่อความสง่างาม และเป็นมงคลคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครนายกจนทุกวันนี้
หลวงพ่อเศียรนคร ประดิษฐานอยู่ ณ วัดบุญนาครักขิตาราม (วัดต่ำ)
ประดิษฐานอยู่ ณ วัดบุญนาครักขิตาราม ( วัดต่ำ ) ตำบลนครนายก อำเภอเมืองนครนายก เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวจังหวัดนครนายก สันนิษฐานว่าเป็น พระพุทธรูปสมัยพระร่วง ขุดพบเมื่อ พ.ศ.2495 ณ บริเวณโรงกลั่นสุราจังหวัด นครนายก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัดนางหงษ์ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองนครนายกโดยขุดพบแต่เศียรไม่มีองค์ และได้นำไปไว้ที่โรงเรียนนายกพิทยา ( ปัจจุบันยุบไปแล้ว ) ต่อมาได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดบุญ นาครักขิตาราม ต่อมาในปีพ.ศ.2511 นางผล รอดอุไรมีศรัทธาสร้างองค์พระและอุโบสถถวายจึงได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า“ หลวงพ่อเศียรนคร ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้น
วัดใหญ่ทักขิณาราม
หลักแหล่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองนครนายก เรียกว่า บ้านใหญ่ลาวและได้สร้างวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2323 เรียกวัดใหญ่ลาว ในปี พ.ศ. 2484 วัดใหญ่ลาวถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหญ่ทักขิณารามสิ่งสำคัญในวัดใหญ่ทักขิณา ราม คือ พระอุโบสถซึ่งมีขนาดกว้าง 6ทเมตร ยาว 10.15 เมตร สูง 10 เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบสร้างโดยฝีมือช่างชาวเวียงจันทน์ลักษณะของพระอุโบสถแบบ เครื่องไม้มุงกระเบื้องก่ออิฐถือปูนบานประตูเป็นไม้แกะสลัก กรอบด้านขวามือเป็นรูปยักษ์ยืนถือกระบองชูขึ้นและเท้าบั้นเอวหน้าบันเป็นไม้ แกะสลักรูปเทพพนมกำแพงแก้วมีซุ้มประตูโค้งเลียนแบบศิลปตะวันออกมีทหารสวม หมวกถือกระบองแต่งกายแบบยุโรปเป็นทวารบาลประตูละ2คนด้านนอกกำแพงแก้วด้านทิศ ตะวันตกมีเจดีย์ย่อมุม ไม้สิบสองแบบทรงเครื่องลักษณะเจดีย์ย่อมุม
พระแก้วมรกตองค์จำลองใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารบนยอดเขา ณ วัดคีรีวัน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี อยู่บนถนนสายนครนายก – ท่าด่านอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กิโลเมตร พระแก้วองค์จำลองนี้มีเนื้อเป็นเรซิ่น ขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว สูง 32.9 นิ้ว หนัก 1 ตัน และมีเครื่องทรงครบทั้ง 3 ฤดู ประดับตกแต่งด้วยเพชรแท้ 7 กะรัตพลอยแท้2,000กว่าเม็ดและทับทิมอีกนับไม่ถ้วน
อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ 37 อยู่ที่วัดพราหมณี
อยู่ที่วัดพราหมณี ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก ตรง กม .5 ถนนไปน้ำตกสาริกา–นางรองจัดสร้างโดยสมาคมทหารสหายสงครามกองพลญี่ปุ่นที่ 37 เมื่อปี พ . ศ .2535เพื่อเป็นที่ระลึกถึงดวงวิญญาณ ของบรรดาทหารซึ่งสังกัดในอดีตกองพลญี่ปุ่นที่ 37 จำนวน 7,920 นาย ซึ่งสูญเสียชีวิตในระหว่างสงคราม เอเชียบูรพา เมื่อปี พ.ศ.24822488โดยทำการนำอัฐิที่ฝังอยู่ในบริเวณวัดมาบรรจุในแท่นที่จัดสร้างขึ้น
นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีสวนสัตว์จำลอง ทำจากปูนปั้นมากมายเช่น ช้าง โค กระบือ กระทิงเก้ง กวางและยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่(หลวงพ่อปากแดง)ที่ชาวลาวอพยพได้อัญเชิญมาสมัย เวียงจันทน์แตก ขณะนี้ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้
แหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร หรือเมืองดงละคร
แต่เดิมเรียกกันว่า“ เมืองลับแล ” เป็นสถานที่ตั้งเมืองโบราณสมัยขอมมีอำนาจ มีแนวกำแพงเป็นเนินดินและคูเมืองปรากฏอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “สันคูเมือง ”
พุทธสถานจีเต็กลิ้ม เลขที่ 111 ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ เทพเจ้าแห่ง โชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี้ย) ปางมหาเศรษฐีซัมภล (ปางมหาราช) ซึ่่งเป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนนับถือและเชื่อว่าเมื่อมานมัสการ จะก่อให้เกิดโชคลาภ ปัจจุบัน รูปเทพเจ้าแห่งโชค ลาภได้แกะสลักจาก หยกเขียว ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งหยกเขียวเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภร่ำรวย และนมัสการพระไภสัชคุรุพุทธเจ้า องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีรูปเทพเจ้าตามลัทธิจีนหลายองค์ อาทิ พระโพธิสัตว์ กวนอิม สูง 9 เมตร พระอวโลกิเตศวรพันกร พระ ศรีอริยเมตตรัยเทพเจ้ากวนอู นาจา เป็นต้น
พระพุทธฉาย
ตั้งอยู่ที่เขาชะโงกในบริเวณโรงเรียนนายร้อย จปร. ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก เป็นภาพเขียนติดอยู่กับ ชะโงกผาบนภูเขาเตี้ย ๆ พระพุทธฉายนี้ประวัติเดิมไม่เคยปรากฏเล่าต่อกันมาว่าสภาพเดิมเป็นภาพพระพุทธรูปราง ๆ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2485 กรมแผนที่ทหารบกได้เข้าไป ตั้งโรงงานหินอ่อน ที่เชิงเขานี้และ ได้เขียนตามรอยพระพุทธรูปเดิมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นราษฎรบริเวณนั้นับถือว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัดนครนายกทุกกลาง เดือน 3 จะมีงานนมัสการเป็นประจำทุกปี
รอยพระพุทธบาทจำลองวัดเขานางบวช
อยู่ในมณฑปบนยอดเขานางบวช ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตรเขานางบวชสูงประมาณ 100 เมตรมีบันไดคอนกรีตจากเชิงเขาถึงมณฑป 227 ขั้น รอยพระพุทธบาทนี้สร้างไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2401 แรม 8 ค่ำเดือน 12 ปีระกาจะมีงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทในกลางเดือน 5 ของทุกปี
ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน
ตั้งอยู่บนชะง่อนหินเขาชะโงกตำบลพรหมณี อำเภอเมือง นครนายก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมากตามประวัติท่าน เป็นนายด่านเมืองนครนายกสมัยกรุงศรีอยุธยา วีรกรรมของท่านคือ การต่อต้านเขมรที่แปรพักตร์เมื่อปี พ.ศ.2130 ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขณะที่ไทยติดพันศึกกับพม่าเขมรได้เข้ามารุกรานและกวาดต้อนผู้คนแถบปราจีนบุรีเพื่อนำกลับเขมร โดยได้ยึดเมืองปราจีนบุรี และเมือง
นครนายก ขุนด่านได้รวบรวมคนที่ เมือง นครนายกไปตั้งหลัก ที่เขาชะโงกแล้วยกกำลังเข้าขับไล่เขมร ออกจากนครนายก จนเขมรแตกพ่ายไปความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า พ่อขุนด่านยังมีเรื่องเล่าอีกว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นนำกำลังพลไปตั้งหลักที่เขาชะโงกและได้รื้อศาลเจ้าพ่อขุนด่านเจ้าพ่อขุนด่านได้ทรงแสดงอภินิหารทำให้ทหารญี่ปุ่นล้มตายเป็นจำนวนมาก
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
มีสิ่งน่าสนใจ คือ ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน พระพุทธฉาย อาคารพิพิธภัณฑ์ รร . จปร . 100 ปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เยี่ยมชม และร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวและการกีฬาในรูปแบบต่าง ๆ
น้ำตกสาริกา
เป็นน้ำตกในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายกห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือทางหลวงหมายเลข 3049 เป็นระยะทาง 12 กิโลเมตรแล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวง 3050 อีก 3 กิโลเมตร ทางลาดยางตลอดสาย
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สายน้ำไหลตกจากหน้าผาเป็นทอด ๆ ถึง 9 ชั้นผาที่สูงที่สุดประมาณ 200 เมตร แต่ละชั้นมีอ่างรับน้ำ มีน้ำมากในฤดู ฝน ส่วนฤดูแล้งน้ำแห้ง บริเวณด้านล่างของน้ำตกมีบริการห้องอาบน้ำและห้องสุขาแยกชาย-หญิง มีร้านอาหาร มีร้านขายของที่ระลึกหากขับรถไปเองจะมีป้ายบอกทางตลอด
การเข้าน้ำตกสาริกาจะต้องเสียค่าบำรุงผู้ใหญ่คนละ 40 บาท/คน เด็กคนละ 20 บาท/คน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่คนละ 400 บาท/คน
เด็กคนละ 200 บาท/คน
ถ้ำสาริกา
ตั้งอยู่ใกล้กล้เคียงกับน้ำตกสาริกาเป็นสถานที่ที่อาจารย์มั่น ภูริทตฺโตเคยมาบำเพ็ญศาสนธรรมระหว่างปี พ.ศ. 2460-2463 สภาพบริเวณเป็นเชิงเขาภายในบริเวณประกอบด้วยกุฏิสงฆ์ เรือนบูชาหลวงปู่มั่น พร้อมด้วยโบสถ์ซึ่งอยู่ตอนสุดทางเดินเท้าขึ้นเขา
น้ำตกนางรอง
เป็นน้ำตกขนาดกลางที่ลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ไม่สูงนักบริเวณด้านล่างของน้ำตกมีห้องอาบน้ำและห้องสุขาบริการ เสียค่าบำรุง รถยนต์โดยสาร ( ไม่รวมบุคคล ) 200 บาท รถยนต์เล็ก (ไม่รวมบุคคล ) 50 บาท รถตู้ ( ไม่รวมบุคคล ) 100 บาท รถจักรยานยนต์ 10 บาท บุคคลคนละ 10 บาท
อุทยานวังตะไคร้
เป็นอุทยานที่ได้รับการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ประดับนานาพันธุ์ ในเนื้อที่ 1,500 ไร่ มีถนนให้รถยนต์วิ่งเข้าชมในบริเวณได้ เปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งประเภทเช้าไปเย็นกลับและประเภทค้างแรม
น้ำตกลานรัก
เดิมชื่อว่า น้ำตกตาดหินกอง ตั้งอยู่ ตำบลสาริกา อำเภอเมือง นครนายกเส้นทางไป น้ำตกสาริกา-นางรอง โดยแยกด้านซ้ายที่สี่แยกประชาเกษม
ตรงหลักกิโลเมตรที่ 8 เข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงบริเวณน้ำตกเกิดจากสายธารเล็กๆ ไหลผ่านลานหินช่วงสุดท้ายไหลพุ่งเป็นทางยาวผ่านลาดหินกว้างเลียบเชิงเขาเตี้ย ๆ สวยงามแปลกตาจากน้ำตกอื่น ๆ มีน้ำเฉพาะฤดูฝน ในฤดูแล้งน้ำจะแห้ง
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มีจุดชมวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ อันได้แก่จุดชมวิว กม. ที่ 30 ( จากปากช่อง ) จุดชมวิวเขาเขียว ( ผาตรอมใจ) และจุดชมวิว กม. ที่ 9 บนทางขึ้นเขาเขียวส่วนน้ำตกที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวชมเพราะทางเข้าสะดวก ได้แก่ น้ำตกเหวนรก น้ำตกกองแก้ว น้ำตกเหวสุวัต น้ำตกเหวไทร
อ่างเก็บน้ำทรายทอง
เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ภูมิประเทศอ่างเก็บน้ำเป็นภูเขา มีความสวยงามคงความเป็นธรรมชาติ เหนืออ่างเก็บน้ำขึ้นไปประมาณ 2 กิโลเมตร มีน้ำตกชื่อน้ำตกทรายทอง เป็นน้ำตกขนาดเล็ก แต่มีน้ำเกือบตลอดปี การ เดิน ทางไปยังน้ำตก ทรายทองต้องเดิน เท้าเข้าไปโดยเริ่มจากตัวเขื่อนอ่าง เก็บน้ำใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ
อยู่ที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก แยกซ้ายมือจากถนนไปน้ำตกสาริกา – นางรอง ตรงหลักกิโลเมตรที่ 1 ไปตามถนนเขาทุเรียน ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตรเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก แต่มีผิวน้ำกว้าง มีน้ำตลอดปี มีถนนดินรอบอ่าง ภูมิประเทศรอบอ่างเก็บน้ำ มีความสวยงามตามธรรมชาติ ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ของประชาชนทั่วไป